บทที่ 9 บทที่9
ความเงียบของหนิงเทียนก่อตัวขึ้น ก่อนหน้าก็คิดว่าจะล้มตัวนอนแล้วกอดร่างของเขาเพื่อรับความอบอุ่น สานสัมพันธ์ในรักที่ตนมีให้ แต่ไฉนเขาถึงพูดออกมาอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้
ดวงตาอ้อนวอนแห่งรักประกายขึ้น เมื่อหนุ่มน้อยทอดมองคนที่นอนแผ่หลาบนฟูกนุ่ม หากจะล้มตัวนอนลงไปตอนนี้ก็กลัวว่าเขาจะต่อว่าอีกครั้ง
หรือไม่เขาอาจจะตำหนิตัวเองก็ได้
ระหว่างที่หนิงเทียนเงียบ เพราะใช้ความคิดในหัว ยู่หลงก็ลืมตาขึ้นมา พร้อมทั้งเอ่ยถามเสียงเบา
"นั่งทำอะไรของเธอ หากไม่สบายก็กลับห้องตัวเองไปซะ ฉันไม่อยากติดไข้ไปกับเธอด้วยหรอกนะ"
คำพูดที่ไม่คิด ที่ต้องบอกแบบนั้นก็เพราะก่อนหน้าตัวเองตั้งกอดทั้งจูบเขาไปแล้วนัวเนียจนไม่รู้ว่าพิษไข้มันแทรกลึกเข้าไปในร่างหรือเปล่า พอเสร็จกิจเท่านั้นดันบอกว่ากลัวตัวเองไม่สบาย
ไม่รู้ว่าจะให้นิยามกับเขาแบบไหน จนหนิงเทียนต้องถอนหายใจช้า ๆ ครั้นจะฝืนตัวลงไปนอนข้าง ๆ ก็กลัวว่าประโยคใหม่ที่มันทิ่มแทงใจจะเกิดขึ้น
เรียวขาขาว ๆ ของหนิงเทียนก้าวลงจากเตียง จากนั้นก็เดินไปหยิบชุดคลุมตัวเองขึ้นมาสวมใส่
ขณะที่ยืนสวมชุดอยู่นั้นแววตาแห่งความเศร้าก็ประกายขึ้น พลันสายตามองคนที่นอนหลับตานิ่งอยู่ที่เตียงกว้างก็ใจแป้วขึ้นมาดื้อ ๆ ไม่รู้ว่าเขาคนนั้นจะมีความรักให้ตัวเองบ้างหรือเปล่า
แค่คิดดวงตากลมก็เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาที่พร้อมจะไหล แต่จังหวะนั้นยู่หลงก็เงยหน้าขึ้นมามอง ทว่า เขาดันชะงักไปเล็กน้อยที่เห็นสีหน้าหนิงเทียน แต่มันก็คาดเดาได้ยากเหลือเกินว่าเขาคิดอะไรอยู่
หนิงเทียนหมุนตัวพร้อมที่จะออกไปจากห้อง เท้าของเขาสาวไปอย่างช้า ๆ ทว่า
"เดี๋ยว...ออกไปเตรียมอาหารไว้ด้วย ฉันรู้สึกหิว สักพักจะออกไปกิน"
"ครับ!"
หน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายมันก็เป็นหน้าที่หลักของภรรยา แต่ทำไมเขาถึงไม่เห็นค่าในตัวหนิงเทียนสักนิด
เมื่อเดินออกมาแล้วหนิงเทียนก็ไม่ลืมที่จะเข้าไปอาบน้ำเสียใหม่จัดการเปลี่ยนเป็นชุดนอนจนเรียบร้อย แล้วออกมาเตรียมอาหารไว้ให้เขา
หนิงเทียนรู้ดีว่า เขาชอบอะไรแม้ว่าลุงฉางจะไม่ได้ทำไว้ให้ แต่หนิงเทียนก็เป็นคนจัดเตรียมไว้รอเขาจนเรียบร้อย
ไม่นานนักร่างสูงก็เดินออกมาจากห้อง เขาเหลือบสายตามองหนิงเทียนที่ยืนรออยู่ที่โต๊ะ จากนั้นก็หย่อนสะโพกลงนั่งพร้อมมองอาหารที่ถูกจัดวางไว้แล้ว
"ลุงฉางรู้ใจฉันจริง ๆ รู้ว่าฉันชอบทานอะไร"
เขาพูดโดยไม่รู้หรอกว่าคนที่ทำแท้จริงคือคนที่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ตรงนี้ ส่วนเมนูก็แค่หมูทอดซอสเปรี้ยวหวานเท่านั้น
หนิงเทียนก้มหน้าโดยไม่ได้บอกเขาหรอกว่าตัวเองเป็นคนทำให้ กลัวว่าเขาจะพาลไม่ทานเสียเปล่า ๆ
ยู่หลงเงยหน้าขึ้นมามองร่างเล็กที่ยืนนิ่ง จากนั้นเขาก็เปล่งเสียงพูดขึ้น
"นั่งสิ ยืนอยู่ทำไม?"
"......"
ความแปลกใจยิ่งเพิ่มทวีพูลขึ้น ท่านประธานสัมปทานใหญ่ผีเข้าผีออก อยู่ ๆ ก็เอ่ยชวนหนิงเทียนร่วมโต๊ะอาหาร
แต่หนิงเทียนก็ไม่ได้ปฏิเสธเขาหรอกนะ เพราะตัวเองก็รู้สึกหิวประกอบกับไม่อยากจะขัดใจเขา
เมื่อหนิงเทียนหย่อนก้นลงแล้วก็เริ่มทานอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เงยหน้าหรือชวนเขาคุยแต่อย่างใด
ระหว่างความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหาร อยู่ ๆ ท่านประธานใหญ่ก็พูดขึ้น
"ซูฉี เธออยากมาเที่ยวที่บ้าน ฉันก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง"
มือน้อย ๆ ที่คีบตะเกียบอาหารใส่ปากถึงขั้นชะงัก มือไม้มันสั่นไปหมดเป็นใครก็ต้องใจหวิว เพราะสามีบอกว่าจะพาสาวเข้าบ้าน
หนิงเทียนใช้ความเงียบเป็นที่ตั้ง จนยู่หลงต้องช้อนสายตาขึ้นมามองแล้วพูดออกไป
"เธอจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ"
"ผมไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร ในเมื่อบ้านหลังนี้ก็เป็นของคุณ ใครจะมาจะไปก็สิทธิ์ของคุณนี่ครับ"
ท่านประธานใหญ่เงียบไปสักพัก จากนั้นก็วางตะเกียบคีบอาหารลง พร้อมกับยกน้ำขึ้นมาดื่ม
"ดี!! ฉันก็แค่บอกเธอเท่านั้นแหละ เธอจะได้ทำตัวถูก อันที่จริงบอกไม่บอกมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเธอสักหน่อย"
พอเขาพูดประโยคนั้นออกมา เชื่อไหมว่าน้ำตาของหนิงเทียนมันตกใน มันเหมือนมีก้อนกลม ๆ แน่นอยู่ในหน้าอกกลืนไม่ลงเสียทีเดียว
ส่วนเขาก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร แล้วเดินจากไปทันที ไม่สนว่าความรู้สึกของหนิงเทียนตอนนี้มันเจ็บปวดแค่ไหน
พลันร่างสูงลับสายตาไปแล้ว หนิงเทียนก็วางทุกอย่างลงที่เดิม พร้อมกับเสียงสะอื้นอยู่ข้างใน ท้ายที่สุดก็อดมันไม่ไหวจนมันพรั่งพรูออกมา
น้ำตาของเขาเริ่มรินไหลหยดลงที่ชามใบเล็ก สองมือบางรีบยกขึ้นมาปาดมันเอาไว้ แต่มันห้ามไม่อยู่ สุดท้ายก็ต้องปล่อยโฮออกมา
ฮื้อ ฮึก....
ทั้งปิดปากตัวเองไว้ ทั้งสะอึกสะอื้นจนไหล่สั่นสะท้านไปหมด
"เมื่อไหร่คุณจะเห็นค่าผมบ้าง"
หยดน้ำตากลิ้งลงอาบแก้มซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับบ่นออกมาเสียงเบาไม่หยุด มันน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาไม่เคยสนใจความรู้สึกตัวเอง
เมื่อตั้งสติได้ก็หยุดน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล กัดฟันข่มความเจ็บปวดเอาไว้ให้ลึก จากนั้นก็ลุกขึ้นเก็บโต๊ะอาหาร ทำความสะอาดไว้เช่นเดิม
ส่วนยู่หลงหลังจากที่เข้ามาในห้อง ก็ไม่ได้ล้มตัวลงนอนแต่อย่างใด เขาหยิบเอกสารหลายแผ่นขึ้นมาอ่าน แต่สิ่งที่มันติดอยู่ในหัวก็คือใบหน้าหวานของเมีย ที่ทำหน้าเศร้าเหมือนคนอมทุกข์
"ฉันอุตส่าห์ถามเธอแล้วนะหนิงเทียน ในเมื่อเธอเองไม่คิดจะค้าน ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเห็นใจเธอ"
ที่บอกว่าเป็นคำถามก็คงไม่น่าจะใช่ เพราะคำที่เขาพูดนั้นมันน่าจะเป็นประโยคบอกเล่าให้หนิงเทียนได้รู้ตัว ว่าตัวเองต้องทำตัวแบบไหนต่างหาก
พอบ่นขึ้นกับตัวเองแล้วใบหน้าหล่อก็ย่นหัวลงจนยับ เพ่งมองเอกสารตรงหน้าด้วยความพิจารณา สำหรับเขาแล้วอำนาจการเงินน่าจะสำคัญกว่าความรักเป็นไหน ๆ
ร่างเล็กเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหมองเศร้า เมื่อเข้ามาแล้วก็เดินไปที่เตียงนอนของตัวเอง เมื่อล้มตัวลงนอนก็รู้สึกได้ว่า ท้องไส้มันปั่นป่วนก็คงเพราะทานอาหารไม่ตรงเวลา ได้ทานก็นิดเดียว
หนิงเทียนรีบดีดตัวลุกขึ้น เดินไปที่ห้องน้ำ ทันทีที่มาถึงก็อาเจียนออกมาทันที
อ้วก อั๊วะ
"พึ่งสร่างไข้อย่าบอกนะว่าเป็นโรคกระเพาะถามหา"
